ผู้เขียน หัวข้อ: ประสพการณ์อกหัก..เอ๊ย..ลดน้ำหนักของ เจ เหน่งบา  (อ่าน 1586 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ภูฤดี

  • VIP
  • *****
  • ออฟไลน์
  • 387
    375
  • เพศ: ชาย
  • ภูผาจิต


ขอบอกก่อนเลยว่า นี่เป็นเพียงประสพการณ์  ไม่ใช่วิชาการ ว่าผม ลดน้ำหนักอย่างไร
เพราะฉะนั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้นะครับ  

ที่ต้องบอกอีกอย่างคือ นอกจากการลด หรือจำกัดอาหารที่กิน วิธีีที่ถูกที่ควร คือการออกกำลังกายครับ
แต่เรามาเน้นในเง่ว่า  ถ้านิสัยไม่ดี จะลดน้ำหนัก แต่ไม่ยอมออกกำลังกาย แล้วผมทำอย่างไร

ต้นปี2553  ผมเกิดอาการupsetทางจิตใจอย่างรุนแรง...พูดตรงๆก็ได้ว่า อกหัก  :'e:52
กินไม่ได้ นอนไม่หลับ จนน้ำหนักลดลงมาหลายกิโล(ขนาดนอนตีสอง  พอตีห้า ตื่นขึ้ึนมาเผชิญความจริงใหม่
ทั้งที่ไม่อยากตื่น แต่ก็หลับต่อไม่ได้)  ต่อมา ก็เลยถึือโอกาสพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส  ลดน้ำหนักต่อเสียเลย
โดยใช้กฎเกณฑ์ศีลข้อวิกาลโภชนัง ของฝ่ายธรรมยุติ บอกกับหลักการ ของ นิกายเซ็นครับ
พูดให้สั้นๆ ไม่กินอาหารหลังมื้อกลางวัน  โดยจะดื่มน้ำผลไม้ประทังหิวได้ เท่าที่พอให้ร่างกายอยู่ไหว
ที่ว่า ธรรมยุติ  ก็เพราะ ไม่ดื่มน้ำที่เป็นพวกแป้งเช่นน้ำเต้าหู้ หรือนมอย่างมหานิกาย
น้ำผลไม้ที่ว่า จะต้องไม่ใช่มหาผล(คือผลใหญ่กว่ากำปั้น)
ส่วนที่ว่าหลักการของนิกายเซ็น มีอยู่ว่า  "หิวก็กิน ง่วงก็นอน"ครับ
ฟังดูน่าสนุก และตลก แต่พอมาทำจริงเข้า อาจไม่สนุกและตลกอย่างที่ฟัง
เพราะมันหมายความว่า...ไม่หิว อย่ากิน   ไม่ง่วง อย่านอน ครับพี่น้อง....
ด้วยหลักเกณฑ์ข้อนี้ หากทำอย่างเคร่งครัด ผมจะดื่มน้ำผลไม้ได้ ต่อเมื่อตอบกับตัวเองได้ว่า "หิว"
และืดื่มได้เพียงประทังหิว..ทีละสองอึก  น้ำผลไม้200CC แบ่งดื่มประทังหิว สามรอบครับ
ถ้า "อยาก"  ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน เพลียอย่างไร  ก็  ดื่มไม่ได้ครับ
เพราะที่จริง หลักเกณฑ์ของนิกายเซ็นที่ว่า จุดประสงค์คือ การ กำหนดสติครับ
(เวลาอดอาหารจริง หากระลึกรู้ได้อย่างนี้ จะทรมานน้อยลงครับ เพราะเราจะรู้ว่า เรา "อยาก"..ไม่ใช่"หิว"
เพราะถ้าหิว ก็ดื่มน้ำผลไม้ได้...สองอึก อย่างที่ว่า)

ด้วยวิธีการที่ว่านี้ น้ำหนักผมก็ค่อยๆลงมา แล้วพออดมื้อเย็นจนเคย  ก็เริ่มขั้นต่อไป  กินเป็นเอกา คือมื้อเดียว แบบพระครับ
ไม่มีอะไรมากไปกว่า กินกลางวันมื้ือเดียว ส่วนถ้าหิว เราก็ดื่มน้ำผลไม้ได้อยู่แล้ว(แค่ประทังหิว)
ทางที่ดี ควรกินเป็นมื้อเช้านะครับ  แต่ลักษณะการใช้ชีวิตของผม ต้องเป็นมื้อเที่ยง
แต่ก็สลับกับการกินมื้ือเย็นบ้างนะครับ จริงๆแล้ว เดือนหนึ่งทำอย่างที่ว่า ประมาณครึ่งนึง
มาถึงกลางปี ประมาณเดือนกรกฎาคม ผมลดน้ำหนักลงมาได้ประมาณ 16 - 17 กิโล
(รวมผลจากการอกหักแล้ว)ส่วนหนึ่งที่ทำได้มาก อาจเพราะ เดิมอ้วนอยู่มาก ช่วงแรกก็เลยลงมาได้ง่าย
ไม่ได้เข้าคอร์ส ไม่ได้ใช้ยาช่วยอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ทำคล้ายๆถือศีลเท่านั้นครับ

จากนั้นก็กินเพลบ้าง มื้อเดียวบ้าง เดือนหนึ่งประมาณ 7 วัน น้ำหนักจะขึ้นๆลงอยู่ในช่วงสี่ห้ากิโล
แต่ก็ถือว่าลดลงกว่าต้นปีก่อนพอสมควร

มีจุดสังเกตุอยู่จุดนึง  ควรดื่มน้ำให้มากเป็นปกติเข้าไว้นะครับ วันละอย่างน้อยหกถึงแปดแก้ว
เพราะถ้าคุณดื่มน้ำน้อย  ต่อให้คุณทำได้ดีในการจำกัดอาหาร แต่น้ำหนักจะไม่ค่อยลดลงครับ
เจอมากับตัวเองเลย อดเสียแทบย่ำแย่ น้ำหนักไม่ค่อยลด มาอ่านเจอข้อมูลเรื่องการดื่มน้ำ จึงถึงบางอ้อ
ว่าการดื่มน้ำน้อย เป็นเหตุให้น้ำหนักไม่ลด

หลักการอดอาหารอย่างที่ผมทำ ไม่ถือว่าเป็นการเบียดเบียนร่างกายตัวเองมากไป
เพราะสิ่งที่ทำ ก็เป็นสิ่งเดียวกับที่พระตามวัดจำนวนนับพันนับหมื่นรูปปฏิบัิติ
...นั่นหมายถึงว่า ถ้าพระถือศีลข้อวิกาลโภชนังโดยเคร่งครัดนะครับ :041:
แล้วก็บอกแต่ต้นว่า การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กับการลดอาหารส่วนเกิน
เพียงแต่ผมมาเล่าว่า ถ้า ขี้เกียจออกกำลังกาย แล้วผมทำอย่างไรเท่านั้นเอง
                                                       เจ  เหน่งบา

ปล. ตอนนี้ กำลังพยายามทำน้ำหนักลงเพิ่มครับ  กะว่าจะไม่กินมื้อเย็นยกเว้นเลี่ยงไม่ได้ต่อเนื่องสักสามเดือน....

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=672
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15/ก.ค./11 00:10น. โดย เจ เหน่งบา »
....รักสูญสิ้น ภิณฑ์พรากจากเหน่งบา....