

ปัจจุบันโรคกระดูกพรุน หรือภาวะที่กระดูกสูญเสียเนื้อกระดูก และโครงสร้างของกระดูกผิดไป ทำให้กระดูกมีความเปราะบาง เกิดการหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกข้อสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกข้อมือ เริ่มเป็นโรคที่ถูกกล่าวถึงมากขึ้น เพราะการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่น้อยลง ทำให้หลายคนเริ่มตระหนักถึงการบริโภคแคลเซียมให้เพียงพอต่อร่างกายกันมากขึ้น
โดยทั่วไป ร่างกายผู้ใหญ่ทั่วไปต้องการแคลเซียม 1000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งถ้าหากเรารับแคลเซียมจากการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเพียงพอ ก็ไม่จำเป็นต้องเสริมด้วยอาหารเสริมแต่อย่างใด แต่ต้องคำนึงถึงการดูดซึมของร่างกายด้วย อาทิ รับประทานอาหารที่มีกรดที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมอย่าง ไฟติค แอซิด - กรดดีชนิดนี้พบในขนมปังไม่ขัดสี ถั่วดิบ เมล็ดงา ข้าวประเภทต่างๆ และออกซาลิค แอซิด – เป็นกรดที่พบในผักโขม
นอกจากนั้น ควรระวังการรับประทานอาหารที่ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมอย่าง โซเดียม (โซเดียมที่สูงเกินไปจะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย ทำให้ยิ่งบริโภคมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมที่สูงขึ้นเพื่อให้ครบจำนวนที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวันมากยิ่งขึ้น)
สำหรับท่านที่คิดว่านมคือทางออก นมหนึ่งกล่องนั้นมีแคลเซียมประมาณ 240 มิลลิกรัม และการศึกษาพบว่าการดื่มนมขณะท้องว่าง ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้น้อย
ขณะที่ปลาตัวเล็กตัวน้อย กุ้งแห้ง มีแคลเซียมมากกว่านมถึง 20 เท่า งาดำ มีแคลเซียมมากกว่านม 14 เท่า เต้าหู้ มีแคลเซียมมากกว่านม 2.5 เท่า ส่วนผักพื้นบ้านทั้งหลาย มีแคลเซียมมากกว่าในนม 3- 8 เท่า ยกตัวอย่างเช่น อาหารไทยเป็นอาหารแคลเซียมสูง ก็คือ เมี่ยงคำ เพราะส่วนประกอบทั้ง ใบชะพลู กุ้งแห้ง ล้วนมีแคลเซียมสูงทั้งสิ้น ผัดผักกระเฉด ผัดผักคะน้า ก็ล้วนมีแคลเซียมสูง หรือจะรับประทานเป็น นมงาดำ (นำงาดำมาทำเป็นนม) หรือจะทานข้าวผสมงาดำ ก็จะทำให้ได้แคลเซียมเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ฉะนั้นควรหันมารับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงประกอบกับคำนึงถึงการดูดซึมของร่างกายไปด้วย จะได้ประโยชน์กว่าการดื่มนมเพียงอย่างเดียวค่ะ
อ้างอิงจาก healthmeup.com และ balavi.com