ผู้เขียน หัวข้อ: โรคเสพติดดิจิทัล (Digital Addiction) โดย : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์  (อ่าน 9975 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ ภูแมว

  • MOD
  • *
  • ออนไลน์
  • 1816
    535


โรคเสพติดดิจิทัล (Digital Addiction) โดย : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์
โรคใหม่ทางสังคมโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นจากพัฒนาการของเทคโนโลยีและกระแสสังคมออนไลน์ต่างๆ คงหนีไม่พ้นโรคที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Digital Addication หรือ โรคเสพติดดิจิทัล  ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านนึกถึงโรคนี้ไม่ออก  ท่านก็ลองถามตนเองนะคะว่า ตัวท่านเองหรือบุคคลรอบๆข้างท่านมีอาการเช่นนี้หรือไม่?
 
ท่านจะต้องเข้าเช็ค ตรวจสอบ หรือ รายงานตัวในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น facebook twitter หรือ instagram ตลอดเวลา  ในขณะเดียวกันท่านไม่สามารถอยู่เฉยๆ หรือ นิ่งๆ ได้เกินห้านาที โดยไม่ยกโทรศัพท์หรือ Tablet ขึ้นเช็คข่าวหรือข้อมูลทางเน็ต หรือ ทุกครั้งที่มีโอกาส หรือ เวลาว่างท่านจะต้องตรวจสอบอีเมล เช็คข่าวต่างๆ ผ่านเน็ต คุยกับเพื่อนฝูงผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ฯลฯ หรือในขณะนั่งประชุมท่านจะเปิดทั้งคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานหรือเช็คอีเมลไปด้วย และในขณะเดียวกันก็คอยคุยกับเพื่อนผ่านทาง Line / Whatsapp ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ฯลฯ
 
ปัจจุบันนี้ไม่ว่าเราไปที่ใดก็แล้วแต่ ปรากฏการณ์หนึ่งที่มักจะพบเห็นจนชินตาคือ คนยกโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเข้าสู่โลกดิจิทัล ไม่ว่าจะนั่งบนรถไฟฟ้า หรือ นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยกัน เคยเห็นบางครอบครัวนั่งรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหาร  แต่ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกๆ ต่างยกโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา แล้วก็กดๆ โดยไม่ได้สนใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
 
ปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น  แต่ดูเหมือนจะเป็นกระแสที่ห้ามไม่หยุดกันทั่วโลก  จากการสำรวจของ Nielsen ในปี 2011 พบว่าชาวอเมริกาใช้เวลา 81,000 ล้านชั่วโมงต่อปี  ในเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือ Blog ต่างๆ   และในขณะเดียวกันร้อยละ 64 ของเวลาที่ใช้บนโทรศัพท์มือถือนั้นจะใช้ไปกับ apps ต่างๆ   นอกจากนี้งานวิจัยของ Nielsen ยังพบอีกว่าคนจำนวนมากจะใช้ชีวิตกับจอดิจิทัลมากกว่าหนึ่งจอขึ้นไป อาทิเช่น นั่งดูโทรทัศน์ไป ก็เปิด Tablet หรือโทรศัพท์มือถือไปด้วย หรือ นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็คอยสนใจต่อจอโทรศัพท์มือถือไปด้วย
 
จริงๆ การปรับตัวให้สอดคล้องและก้าวทันตามเทคโนโลยีและกระแสสังคมที่เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่ดี  แต่เมื่อการเสพติดต่อสื่อดิจิทัลและสภาวะออนไลน์ทั้งหลายมากไป  ก็ส่งผลต่อความสามารถในการทำงานและใช้ชีวิตของเรา  มีงานวิจัยอีกที่พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วพวกที่เสพติดต่อดิจิทัลจะนั่งทำงานได้นิ่งๆ เพียงแค่สามนาทีก่อนที่จะถูกรบกวนด้วย บรรดา Notification ต่างๆ และพบว่าการถูกรบกวนด้วยสื่อออนไลน์เหล่านี้ยังส่งผลต่อ IQ ของเรามากกว่าการเสพยาเสพติดด้วยซ้ำ
 
ขณะเดียวกันผลจากการการออนไลน์ตลอดเวลาทำให้เราขี้เบื่อมากขึ้น ความอดทนน้อยลง เพราะปัจจุบันเราไม่ต้องใช้ความพยายามมากเท่าไรต่อการหาคำตอบ ต่อคำถาม หรือความอยากรู้ต่างๆ ที่เข้ามา  เพราะจากทุกสถานที่และทุกเวลาที่เราจะสามารถเข้าไปหาคำตอบออนไลน์ได้   โดยสังเกตได้จากคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีอาการขี้เบื่อ โดยเวลาฟังเพลงต่างๆ จะไม่อดทนฟังให้จบเพลงโดยไม่เลื่อนเปลี่ยนเพลง
 
ผลจากการเสพติดดิจิทัลทำให้เราได้รับข้อมูลต่างๆ ตลอดเวลา และอาจจะมากเกินความจำเป็น  มีงานวิจัยที่พบว่าสมองเรารับรู้ข้อมูลต่างๆ มากกว่าเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วถึงสามเท่า  และมีคนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตเสมือนเป็นผู้สื่อข่าวภาคสนามที่จะต้องรายงานข่าวใหม่ๆ สดๆ ที่เกิดขึ้น อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีไฟไหม้ รถติด น้ำมันขึ้นราคา หรือ บุคคลสำคัญเสียชีวิต    ส่วนอีกข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจคือทุกครั้งเมื่อเครื่องบินลงจอดปุ๊บ  สิ่งที่แรกที่ผู้โดยสารจำนวนมากทำคือเปิดโทรศัพท์มือถือ  ทำให้มีความรู้สึกว่าข้อมูลหรือข่าวสารต่างๆ ที่มาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากหรือมีความสำคัญเร่งด่วนถึงขั้นที่เราจะรอที่จะเปิดมือถือในอาคารผู้โดยสารไม่ได้
 
ปัจจุบันนี้  เริ่มมีความคิดว่าการที่เราเสพติดกับดิจิทัลมากจนเกินไป  อาจทำให้วิถีในการดำเนินชีวิต ความคิด และทัศนคติของเรา เปลี่ยนไปจากเดิม  คนยุคใหม่อาจจะคิดได้เร็วขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น แต่สิ่งที่ขาดไปคือความสามารถในการคิดในเชิงลึก สมาธิในการทำงานที่นาน หรือแม้กระทั่งความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ต่างๆ
 
โดยท่านอาจจะเริ่มพบคำศัพท์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามในการลดอาการเสพติดสื่อดิจิทัลต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Digital Diet หรือ Digital Detox หรือ แม้กระทั่ง Digital Addiction Clinics ซึ่งหลายๆ คนที่เข้าโปรแกรมข้างต้นเหล่านี้  ต่างก็หวังว่าพวกเขาจะหายจากโรคเสพติดดังกล่าว และสามารถใช้ชีวิตที่สมดุลในโลกยุคดิจิทัลนี้ได้

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=14418

ออฟไลน์ หมู โคราช

  • มือสมัครเล่น
  • **
  • ออฟไลน์
  • 28
    3

ผมคนหนึ่งน่าจะเป็นโรคนี้ ว่างไม่ได้ต้องเล่น Facebook line โทรศัพท์ งุดหงิดง่าย รักษายังไหงครับ  :'e:94

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=14418

ออฟไลน์ น้ำหวานเจี๊ยบ

  • ปรมาจารย์
  • ***
  • ออฟไลน์
  • 268
    58

ผมไม่เป็นโรคนี้แน่นอนครับเพราะผมไม่มีสมาร์ทโฟน twitter facebook instragram เพราะว่าผมไม่มีตังค์จะซื้อ อิอิ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=14418

ออฟไลน์ ปณต

  • เทพ
  • *****
  • ออฟไลน์
  • 721
    47

กลัวแล้วงับ ต้องระวังและเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ คือว่าถ้าใช้ก็เสี่ยงแล้ว ขอบคุณที่มีเรื่องเตือนใจงับ

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=14418


เป็นเหมือนกัน วันไหนออกจากบ้านแล้วลืมโทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วย มันเหมือนไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย จะต้องย้อนกลับไปเอามาติดตัวให้ได้ น่ากลุ่มใจจริงๆค่ะ  psi306

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=14418

ออฟไลน์ ประดิษฐ์

  • เทพ
  • *****
  • ออฟไลน์
  • 841
    111
    • อีเมล์

ไม่เหลือแล้วมั้ง เห็นทั่วไป ไม่รู้ตอนนอนยัง?รึเปล่า :'e:56

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=14418


เห็นด้วยคะ มันติดกันไปหมดเลยคะ  psi304

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=14418

ออฟไลน์ กุ้ง1203

  • มือสมัครเล่น
  • **
  • ออฟไลน์
  • 24
    4
    • อีเมล์

ปัจจุบันผู้คนในสังคมเมืองเป็นแบบนี้กันมากครับ
ต้องไปสัมผัสโลกแห่งความเป็นจริงให้มากขึ้น

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=14418