ผู้เขียน หัวข้อ: 7 "วิธีออกกำลังกาย" สร้างหุ่นฟิตเฟิร์มรับปี 2020  (อ่าน 125 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ทรงพล ลำพูน

  • เซียน
  • ****
  • ออฟไลน์
  • 506
    458
  • เพศ: ชาย


เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการ "ออกกำลังกาย" หนึ่งในเป้าหมายชีวิตสำหรับปีนี้ของ Lady MIRROR หลายๆ คน ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่า...เราจะเริ่มออกกำลังกายแบบไหนดีหรือวิธีไหนดี วันนี้ MIRROR มี "วิธีออกกำลังกาย" มาแนะนำ เพื่อเป็นทางเลือกในการพิชิตหุ่นสวยและสุขภาพดีตั้งแต่ต้นปี...(อาหารเย็นก็มีส่วนช่วยลดน้ำหนักนะคะสาวๆ มีอะไรบ้างมาดูกัน)

ว่ากันด้วยเรื่องการออกกำลังกายนั้น ก็มีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย อย่างบางคนอาจต้องการ "การออกกำลังกายลดน้ำหนัก" ก็คือ กิจกรรมที่ดึงพลังงานไขมันส่วนเกินออกมาใช้ โดยมีวิธีออกกำลังกายที่แนะนำ เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิก หรือปั่นจักรยาน อย่างที่ 2 "การออกกำลังกายเพื่อความกระชับ" คือกิจกรรมที่อวัยวะส่วนนั้นๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวในท่าหนึ่งๆ หลายๆ ครั้ง หรือเกร็งอวัยวะส่วนนั้นๆ เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดอาการล้าและตึงของกล้ามเนื้อ เช่น วิธีออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแรงให้โครงสร้างร่างกาย (Pilates) หรือเวตเทรนนิ่ง ที่เป็นการออกกำลังกายที่ใช้แรงต้าน (Weight Training) หรือจะอย่างที่ 3 คือ "การออกกำลังกายลดน้ำหนักและเพิ่มความกระชับไปพร้อมกัน" เช่น วิธีออกกำลังกายที่นำท่าของการชกมวยมาประยุกต์ใช้ (Boxing) โยคะร้อน (Hot Yoga) หรือการฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว (Agility Workout)

ทั้งนี้ Lady MIRROR สามารถเลือกได้ว่าอยากจะออกกำลังกายแบบไหน หรือแบบไหนที่เหมาะแก่การดูแลรูปร่างตัวเอง ณ เวลานี้ ถ้าคนไหนรู้สึกว่าอวบอ้วนขึ้น ก็ต้องลดน้ำหนัก ด้วยการวิ่งหรือเต้นแอโรบิก แต่ถ้าสาวคนไหนรู้สึกว่าหุ่นตัวเองไม่ฟิตเฟิร์ม เราก็ควรเลือกไปออกกำลังกายแบบการเล่นพิลาทีส แต่ถ้ารู้สึกว่าอ้วนและอยากจะลดน้ำหนักพร้อมกับกระชับหุ่น ก็ควรไปต่อยมวยซึ่งจะเห็นผลได้รวดเร็วมากขึ้น

7 "วิธีออกกำลังกาย" สร้างหุ่นฟิตเฟิร์มแถมสุขภาพดี
1. โยคะ (Yoga)
"โยคะ" เป็นกลุ่มของการปฏิบัติหรือการประพฤติทางกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยมีต้นกำเนิดในประเทศอินเดีย สมัยโบราณโยคะมีอยู่ด้วยกันหลายสำนัก ซึ่งมีการปฏิบัติและเป้าหมายต่างกันไป ทั้งในศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน ทั้งนี้โยคะถือกำเนิดในอินเดียเมื่อหลายพันปีที่แล้ว โดยในสมัยโบราณนั้น มนุษย์ได้ค้นคว้าเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับความเข้าใจในความเป็นอยู่ของตนเอง ในอดีตมีการจารึกถ้อยคำด้วยตัวอักษรความรู้ที่สำคัญๆ ทั้งหมด ถูกส่งผ่านคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งในรูปแบบของนิทาน ด้วยวิธีการเช่นนี้ความรู้ต่างๆ จึงได้สะสมขึ้นและวัฒนธรรมต่างๆ ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ทำให้การฝึกโยคะได้ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบัน

ในหุบเขาสินธุนักโบราณคดีได้ค้นพบไม้แกะสลัก และศิลปะรูปปั้นที่แสดงถึงการฝึกโยคะ ศิลปะเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยประชาคมที่มีความเจริญเป็นอย่างสูงซึ่งเจริญอยู่ในพื้นที่แถบนั้นช่วง 2,000 และ 1,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช นักปราชญ์ชาวฮินดูคนหนึ่งชื่อว่า ปตัญชลี เป็นคนแรกที่ปรับปรุงการฝึกโยคะขั้นพื้นฐาน เขาเขียนสูตรของการฝึกโยคะเป็นหัวข้อ 8 หัวข้อสั้นๆ หัวข้อเหล่านี้เชื่อว่าได้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายเรียกว่า "โยคิน" หรือ "โยคี" ส่วนผู้หญิงเรียกว่า "โยคินี" ส่วนผู้สอนเรียกว่า "คุรุ" (ครู) ทั้งนี้ประเทศตะวันตกได้นำโยคะมาเป็นการออกกำลังกาย โดยดัดแปลงจาก Hatha-Yoga ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของโยคะ นอกจากนี้การฝึกท่าโยคะเรียก อาสนะ (Asanas) เป็นการฝึกท่าโยคะและค้างท่านั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ประโยชน์ :

การฝึกโยคะจะเน้นความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง ทำให้เลือดและสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม การฝึกโยคะจะทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ รวมทั้งต่อมไร้ท่อทำงานดีขึ้น ท่าของการฝึกโยคะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อตามแบบของโยคะ และมีการสอดคล้องกับการหายใจเป็นการรวมกายและจิตร่วมกัน การฝึกท่าโยคะจะเป็นการฝึกประสาท ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สุขภาพจิต และสุขภาพกายดีขึ้นด้วย ทั้งนี้หากออกกำลังกายโดยโยคะ 30 นาที เราจะสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 250 กิโลแคลอรี
"พิลาทีส" วิธีออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแรงให้โครงสร้างร่างกาย โดยเน้นความแข็งแรงของแกนกลางของลำตัวที่บริเวณหน้าท้อง สร้างความแข็งแรงให้กระดูกสันหลัง และเพิ่มความแข็งแรงทั่วร่างกาย รวมถึงสร้างความยืดหยุ่นควบคู่ไปด้วย สำหรับท่าทางของพิลาทีส จะเน้นที่การฝึกความสมดุลและความยืดหยุ่น โดยแต่ละท่าจะออกแบบมาให้กระทบกระเทือนร่างกายค่อนข้างน้อย มีการเคลื่อนไหวมีความนุ่มนวล เน้นใช้แรงจากกล้ามเนื้อทุกมัดในตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่เราใช้งานเป็นประจำ หรือกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ที่ไม่ได้ค่อยได้ใช้งานในชีวิตประจำวัน
2. พิลาทีส (Pilates)
ประโยชน์ :
การออกกำลังกายแบบ "พิลาทีส" มีประโยชน์มากมายหลายด้าน ไม่ว่าจะในด้านสุขภาพ ร่างกาย หรือช่วยผ่อนคลายจิตใจของคนทุกเพศทุกวัย การออกกำลังกายพิลาทีสยังช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ เสริมสร้างและเพิ่มความสมดุลของกล้ามเนื้อ และผ่อนคลายความเครียดและความตึงของกล้ามเนื้ออีกด้วย นอกจากนี้การออกกำลังกายด้วยพิลาทีส 30 นาที จะสามารถช่วยเผาผลาญได้ประมาณ 250 กิโลแคลอรี
การ "ต่อยมวย" เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ในการออกกำลังกายแบบ High-Intensity-Interval-Training (การออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูง) เป็นการออกกำลังกายที่เผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าการวิ่งหรือปั่นจักรยาน โดยการออกกำลังกายชนิดนี้ เป็นการออกกำลังกายที่ทำให้กล้ามเนื้อกระชับได้เกือบทุกสัดส่วน แถมยังลดน้ำหนักได้อย่างดี
3. เต้นต่อยมวย (Boxing Dance)
ประโยชน์ :
การต่อยมวย จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง ความคล่องตัว และทำให้แข็งแรงมากขึ้น ยังสามารถช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 200-300 กิโลแคลอรี เพราะการผสมผสานศิลปะการต่อสู้อย่างมวยไทย เข้ากับจังหวะเพลงที่แสนจะสนุกสนาน ถือว่าเป็นการเพิ่มสีสัน ความตื่นเต้น และอรรถรสให้กับการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ขี้เบื่อทั้งหลายจ้า
ซุมบ้า คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกชนิดหนึ่งที่ใช้การเต้นเป็นจังหวะช้าหรือเร็วสลับกัน ซึ่งเป็นการเต้นที่นิยมในประเทศแถบลาตินอเมริกา ทำให้ผู้เต้นรู้สึกสนุกสนานมากกว่าการออกกำลังกายแบบทั่วไป การเต้นซุมบ้าสามารถเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าการเต้นแอโรบิกและการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งในการเต้นซุ้มบ้าในเวลา 1 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยเบิร์นแคลอรีได้ประมาณ 300-1,000 กิโลแคลอรี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของการเต้น ความต่อเนื่องของท่าเต้น และดัชนีมวลกายของแต่ละบุคคลด้วย
4. ซุมบ้า (Zumba)
ประโยชน์ :
ซุมบ้าเป็นการออกกำลังกายแบบทั้งร่างกาย สามารถช่วยในการลดน้ำหนักเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภัย ควบคุมความดันโลหิต
"แอเรียล โฟลว์" การออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นการออกกำลังกายกลางอากาศ โดยการนำศาสตร์หลายแขนง อย่างโยคะ (Yoga), พิลาทีส (Pilates), การเต้น (Dance), การออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแรงและสร้างสัดส่วนที่สวยงาม (Calisthenics) และการแสดงที่เหมือนล่องลอยอยู่กลางอากาศ (Aerial Art) มารวมกัน เพื่อให้ร่างกายได้ออกกำลังกายครบในทุกสัดส่วน ด้วยการใช้ผ้าที่มีความปลอดภัย มาให้คุณสาวๆ ได้เคลื่อนไหวท่าทาง โดยเน้นการออกแรงด้วยกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย ตั้งแต่หน้าท้อง ขา แขน รวมไปถึงร่างกายส่วนบน
5. แอเรียล โฟลว์  (Aerial Flow)
ประโยชน์ :

"แอเรียล โฟลว์" จะช่วยทำให้สรีระร่างกายเกิดความสมดุลและทรงตัวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ยังเพิ่มความกระชับและสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และช่วยลดอาการปวดข้อต่อ ลดอาการปวดหลังจากออฟฟิศซินโดรมได้ นอกจากนี้ยังทำให้ผ่อนคลายและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุขด้วย ทั้งนี้หากเล่นโยคะฟลาย 30 นาที จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 250-300 กิโลแคลอรี

สาวๆ ที่ชื่นชอบความท้าทาย ความสนุก โลดโผน และไม่ชอบการออกกำลังกายที่น่าเบื่อ โยคะ ฟลายเหมาะมากๆ สำหรับการเริ่มต้นออกกำลังกายในปีใหม่นี้ แต่อย่างไรก็ตาม การเล่นโยคะฟลาย เราอาจต้องมีครูผู้ฝึกสอนที่คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพราะหากเล่นเองอาจทำให้ไม่ปลอดภัยและได้รับบาดเจ็บได้
แอโรบิกส์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการออกกำลังกายยืดเหยียดประกอบจังหวะเพลง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ได้มีการนำการออกกำลังกายหลากหลายท่าทาง เข้ามาประยุกต์ประกอบจังหวะเพลงอย่างเป็นชุดของท่าทางต่างๆ ทำให้เกิดความสนุกสนานและเป็นการได้เหงื่อไปในตัว โดยการเต้นแอโรบิกเป็นการออกกำลังกายแบบต้องใช้อากาศ คือต้องหายใจในขณะออกกำลังกาย เพื่อนำออกซิเจนไปช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดต ไขมัน และโปรตีน
6. แอโรบิกส์ (Aerobics)
ประโยชน์ :
แอโรบิกส์จัดให้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก ปกติได้นำมาเล่นเพื่อเป็นการสร้างเสริมสุขภาพ และไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในการฝึกฝนเหมือนในระดับยิม โดยปกติแล้วผู้หญิงเล่นบ่อยกว่าผู้ชาย แม้ว่าจะเป็นการเล่นประกอบเพลง แต่ก็มีความแตกต่างที่ไม่เหมือนการเต้นประกอบเพลงทั่วไป ซึ่งสาวๆ ที่ชื่นชอบการเต้น กิจกรรมนี้ก็น่าสนุกไม่น้อย ทั้งนี้ถ้าเราเต้นแอโรบิกส์ 30 นาที จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 300 กิโลแคลอรี
การออกกำลังกายด้วยการ "วิ่ง" ถือว่าเป็นกระแสที่มาแรงไม่มีตกตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา แน่นอนการวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย สะดวก โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ เลย แถมยังสามารถวิ่งได้ทุกที่ด้วย เพียงแค่คุณมีรองเท้าวิ่ง แต่อย่างไรก็ตามสาวๆ รู้หรือไม่ว่าการวิ่งมีที่มาที่ไปอย่างไร? มาฟังทางนี้จ้า
7. วิ่ง (Running)
"วิ่ง" คือการเคลื่อนที่บนพื้นดินของมนุษย์หรือสัตว์ ที่ใช้เท้าเคลื่อนที่อย่างฉับไว ยังมีความหมายถึงกีฬาของมนุษย์ ที่เป็นการเคลื่อนที่มีความเร็วในจุดที่ทั้ง 2 เท้าอยู่เหนือพื้นในขณะเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากการเดินตรง ที่เท้าหนึ่งจะต้องสัมผัสพื้น การวิ่งของมนุษย์พัฒนามาราว 4.5 ล้านปีก่อน เพื่อให้มนุษย์สามารถที่จะล่าสัตว์ได้ และการแข่งขันวิ่งมีขึ้นมาในงานด้านศาสนาในหลายพื้นที่ การแข่งขันวิ่งที่มีการบันทึกมาคือ Tailteann Games ที่ไอร์แลนด์ 1829 ปีก่อนคริสตกาล ขณะที่การแข่งขันโอลิมปิกโบราณครั้งแรกเกิดขึ้น 776 ปีก่อนคริสตกาล ฟังแล้วต้องร้องโอ้โห...เลยค่ะคุณ
ประโยชน์ :
ทั้งนี้การ "วิ่ง" นั้นยังมีความเร็วที่แตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่การจ็อกกิ้ง ไปจนถึงการวิ่งระยะสั้น สำหรับประโยชน์ของการวิ่ง นอกจากช่วยกระชับสัดส่วนและเผาผลาญแคลอรี่ได้ดี ยังส่งผลดีต่อร่างกายทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเร็ว วิ่งจ็อกกิ้ง หรือวิ่งบนลู่ ก็สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 250-300 กิโลแคลอรี ภายในการวิ่ง 30 นาที
ขอขอบคุณ ข้อความดีๆจาก นสพ.ไทยรัฐ



ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=39516