ผู้เขียน หัวข้อ: 10 ยอดอาหารเสริมสำหรับท่านชาย  (อ่าน 913 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ chomm

  • เทพ
  • *****
  • ออฟไลน์
  • 1688
    716



10 ยอดอาหารเสริมสำหรับท่านชาย 



คุณอาจเคยเห็นผู้ชายบางคนรับประทานวิตามินเป็นกำมือ ยังไม่นับแร่ธาตุต่าง ๆ อีกเพียบ เพียงเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามคำแนะนำจากนักโภชนาการ และในบรรดาอาหารเสริมที่มากมายหลากหลายนั้น มีอาหารเสริมบางชนิดที่ควรจัดอยู่ในรายการอาหารเสริมที่เหมาะสำหรับผู้ชาย เพราะมีคุณสมบัติที่ป้องกันโรค และอาการต่าง ๆ ที่มักจะเกิดกับเพศชายโดยเฉพาะ
          ต่อไปนี้คือ 10 ชนิดอาหารเสริมที่จำเป็นสำหรับเพศชาย รวมทั้งคำแนะนำในเรื่องของปริมาณที่ควรจะได้รับ ซึ่งเป็นผลมาจากการวิจัย รวมถึงแหล่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติของสารอาหารเหล่านั้น ได้แก่....


1. กลุ่มแอนตี้ออกซิแดนซ์ (Antioxidants)

          อาหารเสริมกลุ่มนี้ จะช่วยลดผลจากการทำงานของอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายของเรา จากกระบวนการเผาผลาญอาหารตามปกติ และเพิ่มมากขึ้นเมื่อคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งมลพิษต่างๆ ในสภาวะแวดล้อมที่คุณดำรงอยู่
          อนุมูลอิสระมักเกี่ยวเนี่องกับความผิดปกติ และอาการอักเสบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ข้ออักเสบ ผิวหนังอักเสบชนิด eczema ซึ่งจะเกิดผื่นแดง เป็นตุ่มพุพอง ตกสะเก็ด มีอาการคัน และแสบ ผู้ที่เป็นโรคเรื้อนกวาง โรคหืด โรคแผลในลำไส้ใหญ่ โรคหลอดเลือดหัวใจ การเกิดยีนผิดปกติ การเกิดมะเร็ง รวมถึงการเกิดริ้วรอยก่อนวัย (สารที่นิยมใช้เพื่อต่อต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามิน E วิตามิน C และ ซิลิเนียม)

จากผลการศึกษาพบประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

การรับประทานวิตามิน E ปริมาณ 800 IU (International Unit) / วัน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจวายชนิดเฉียบพลัน (Heart attack) ได้มากถึงร้อยละ 75
เพศชายที่มีวิตามิน C ในเลือดต่ำ มีโอกาสที่จะเกิดหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับเพศชายที่มีระดับวิตามิน C ในระดับมาตรฐาน
เพศชายที่รับประทานซิลิเนียมวันละ 200 มก.เป็นประจำ มีโอกาสที่จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ลำไส้ และปอด รวมทั้งมะเร็งอื่นๆ ต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานซิลิเนียมเป็นประจำกว่าร้อยละ 50

ปริมาณแนะนำต่อวัน

วิตามิน C วันละ 100 - 1000 มก.(หากรับประทานแล้วเกิดอาการท้องผูก ให้เลือกรับประทานวิตามินชนิด Ester-C แทน)
วิตามิน E วันละ 400 IU (International Unit)
ซิลิเนียม วันละ 50 - 200 มก.
แหล่งที่มาจากอาหารธรรมชาติ

วิตามิน C ในผลไม้จำพวก ส้ม กีวี เบอร์รี และผักใบเขียวเข้ม
วิตามิน E ในผลไม้จำพวก อโวคาโด น้ำมันจากจมูกข้าวสาลี ถั่ว เมล็ดพืช ธัญพืช และปลา
ซิลิเนียม ในถั่วบราซิล (Brazil nuts)

2. สังกะสี (Zinc)

          เพศชายสูญเสียปริมาณสังกะสีในร่างกายได้ง่าย ทุกครั้งที่มีการหลั่งน้ำอสุจิสังกะสีปริมาณ 5 มก.จะถูกขับออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณสังกะสีที่ร่างกายต้องการต่อวัน ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดภาวะขาดธาตุสังกะสีได้ และผลเสียจากการที่ร่างกายขาดสังกะสี คือ มีโอกาสเป็นหมันสูง ความต้องการทางเพศลดลง สูญเสียสัมผัสรับรส และประสิทธิภาพการดมกลิ่น
          การทดสอบว่า คุณขาดสังกะสีหรือไม่นั้น ทำได้โดยง่าย เพียงเหยาะยาละลายซิงค์ซัลเฟต 5 มก. ลงในปาก ถ้าไม่สามารถรับรู้รสชาดใดเลย นั่นแสดงว่าคุณมีแนวโน้มที่จะขาดสังกะสี หากคุณรู้สึกเฝื่อน ๆ แบบแร่ธาตุอมหวานปะแล่ม ๆ นั่นแสดงว่าระดับธาตุสังกะสีในร่างกายอยู่ระดับปานกลาง กึ่งๆ ขาดสังกะสีเล็กน้อย แต่หลังจากเทสต์ด้วยซิงค์ซัลเฟตแล้วรู้สึกแย่มากๆ คุณก็ดีใจได้เลย เพราะนั่นหมายถึงสังกะสีในร่างกายคุณอยู่ในระดับปกติดี
          อาหารเสริมสังกะสีช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นหมันได้ในบางกรณี และสังกะสีมีผลต่อการเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย เมื่อร่างกายแข็งแรง โอกาสที่จะเป็นหวัดก็จะลดลง

ปริมาณที่จะแนะนำต่อวัน

          หากรับประทานในลักษณะอาหารเสริม แนะนำปริมาณ 10 - 25 มก./วัน ในกรณีบรรเทาอาการหวัด รับประทานปริมาณ 20 มก./วัน วันละ 1 - 4 ครั้ง แต่ห้ามรับประทานติดต่อกันนานเกินไป

คำแนะนำ

          การรับประทานสังกะสีมากกว่าวันละ 25 มก. เป็นประจำ อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ และท้องผูก และไปขัดขวางกระบวนการเผลาผลาญธาตุเหล็ก และทองแดง สังกะสียังมีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมยาปฏิชีวนะเตร้าไซคลิน ดังนั้นหากต้องรับประทานยาดังกล่าวร่วมด้วย ควรทิ้งระยะห่างประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง

แหล่งที่มาจากอาหารธรรมชาติ

          อาหารทะเล (โดยเฉพาะหอยนางรม) ถั่ว เมล็ดพืช ธัญพืช และเนื้อสัตว์

3. กรดโฟลิค (Folic Acid)

          กรดโฟลิค ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน (Heart attack) และอาการเส้นเลือดในสมองแตก (Stroke) ในเพศชาย ซึ่งพบว่าเพศชายที่มีระดับของกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า Amino acid homocysteine สูงกว่าปกติ จะมีอัตราเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าวสูง ประมาณว่าเพศชาย 1 ใน 10 คน เป็นผู้ที่มี Amino acid homocysteine สูง และเพศชาย 1 ใน 160,000 คน ที่ตรวจปัสสาวะแล้ว พบว่ามีกรดชนิดนี้สูงมาก นั่นหมายถึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายชนิด Heart attack และ เส้นเลือดในสมองแตก หรือ Stroke มากกว่าปกติ 30 เท่าเลยทีเดียว

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

          ปริมาณที่แนะนำ 400 - 650 ไมโครกรัม

คำแนะนำ

          ควรรับประทานร่วมกับวิตตามินบี 12 (ส่วนใหญ่อยู่ในรูปวิตตามินบีรวม) เพราะจะช่วยเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน กรดโฟลิคมีผลต่อด้านโรคลมบ้าหมู และยาต้านเนื้องอก ซึ่งใช้ในการรักษาโรคเรื้อนกวางชนิดรุนแรง และมะเร็งบางชนิด ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานกรดโฟลิคร่วมกับการใช้ยาดังกล่าว ยกเว้นกรณีอยู่ในความดูแลของแพทย์

แหล่งที่มาจากอาหารธรรมชาติ

          ผักใบเขียวทุกชนิด

4. กระเทียม (Garlic)

       กระเทียมมีประสิทธิภาพช่วยลดความดันเลือด และลดโคเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยในการไหลเวียนของเลือด การบริโภคกระเทียมแคปซูนเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดในสมองแตก หรือ Stroke ได้มากถึงร้อยละ 40 และลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน Heart attack ได้ร้อยละ 25 นอกจากนี้ กระเทียมยังให้ผลในการต่อต้านไวรัสอีกด้วย

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

          ปริมาณที่แนะนำ 600 - 900 มก. หากมีปัญหาเรื่องกลิ่นในการบริโภคกระเทียมสด สามารถเลือกบริโภคกระเทียมสกัดบรรจุแคปซูนแทน

แหล่งที่มาจากอาหารธรรมชาติ

          กระเทียมทั้งดิบและสุก

5. น้ำมันปลา (OMEGA - 3)

          น้ำมันปลาชนิด Omega - 3 มีกรดไขมันที่สำคัญหลายชนิด จากการศึกษาพบว่า กรดไขมันเหล่านี้สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน และเส้นเลือดสมองแตก รวมทั้งการเสียชีวิตจากโรคหัวใจชนิดอื่น ๆ  และสำหรับผู้ที่เคยเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน การบริโภถคปลาที่มีไขมันต่ำเป็นประจำ มีผลโดยตรงในการลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายครั้งที่สอง และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากอาการดังกล่าว น้ำมันปลามีผลในการรักษาโรคที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรัง และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

          ปริมาณที่แนะนำต่อวัน วันละ 1 - 4 กรัม โดยรับประทานเป็นประจำทุกวัน ซึ่งจากผลการวิจัยบางชิ้นพบว่า ในผู้ป่วยเบาหวานการรับประทานน้ำมันปลาเป็นตัวเพิ่มน้ำตาลในเลือด แต่อย่างไรก็ตาม น้ำมันปลายังคงมีผลในการช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งมีอัตราการเกิดสูงในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดังนั้น ในกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรได้รับการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างละเอียด ก่อนที่จะรับประทานอาหารเสริมประเภทนี้ และกรณีผู้ที่มีปัญหาการจับตัวของเลือด หรือขณะใช้ยาช่วยให้เลือดใส เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือ แอสไพริน (Aspirin) จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทาน Omega - 3

แหล่งที่มาจากอาหารธรรมชาติ

          ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาซาร์ดีน และปลาที่มีไขมันต่ำ

6. สารสกัดจากผลปาล์มอเมริกันแคระ ซอว์ พาลเม็ตโต (Saw Palmetto)

          สารสกัดจากผลปาล์มอเมริกันแคระ (Dwarf American palm tree-Serenoa repens) ช่วยบรรเทาอาการต่อมลูกหมากโตชนิดไม่รุนแรง และช่วยกระตุ้นการหดตัวของต่อมลูกหมาก แต่ผลข้างเคียงของการใช้อาหารเสริมชนิดนี้ ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น รวมทั้งมีปริมาณปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ในผลการศึกษาอื่น ๆ พบว่าผู้ที่มีปัญหาด้านต่อมลูกหมาก อาการดีขึ้นร้อยละ 38 หลังรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 เดือน

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

          150 มิลลิกรัม - 3 กรัม ต่อการรับประทานในแต่ละครั้ง

คำแนะนำ

          ผู้ทีมีปัญหาต่อมลูกหมาก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำการรักษาด้วยตนเอง

7. แคทสคอว์ (Cat's Claw)

          เป็นสารสกัดจากพืชชนิดหนึ่ง พบในอเมริกาใต้ชื่อ Cat's Claw (Uncaria tomentosa) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยให้การทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และกำจัดเซลล์ผิดผิดปกติ ทั้งยังใช้เพื่อป้องกันการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส และป้องกันมะเร็ง

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

          ควรเริ่มรับประทานในปริมาณน้อย (เช่น ครั้งละ 2 แคปซูน ขนาดแคปซูนละ 150 มก.) และเพิ่มปริมาณขึ้นทีละน้อย (จาก 2 แคปซูน ค่อยเพิ่มจนถึง 5 แคปซูน)

คำแนะนำ

          แคทสคอว์ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย และสร้างปฏิกริยาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นผู้ที่เตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ หรือไขกระดูก หรือเข้ารับการตัดต่อเนื้อเยื่อ การสร้างเซลล์ผิงหนังใหม่ รวมถึงผู้ที่ใชยาเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย งานวิจัยบางชิ้นผู้ที่เข้ารับการรักษา โดยเคมีบำบัดควรหยุดการรับประทานแคทสคอว์อย่างน้อย 2 วัน (สตรีมีครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตรไมควรรับประทาน)

8. มิลค์ ทิสเติ้ล (Milk Thistle)

          ของเหลวจากพืชชนิดหนึ่ง ช่วยป้องกันตับเป็นพิษด้วยปริมาณของแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป รวมทั้งช่วยสร้างเซลล์ตับขึ้นมาใหม่ จากการถูกทำลายด้วยไวรัสหรือตับเป็นพิษ ดังนั้นการรับประทาน Milk Thistle น่าจะเหมาะสำหรับชายผู้ดื่มหนัก

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

          วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 50 - 100 มก.

9. กลูโคซามีน ซัลเฟต (Glucosamine sulfate)

          ร่างกายสามารถสังเคราะห์กลูโคซามีนซัลเฟตได้เองตามธรรมชาติ แต่เป็นปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ร่างกายใช้กลูโคซามีนซัลเฟต ในการสร้างกระดูกอ่อน และช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของไขข้อ หรือสารเหลวที่หล่อลื่นบริเวณข้อต่าง ๆ ทำให้ของเหลวนั้นมีความเหนียวขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันข้อต่าง ๆ ของร่างกาย
          จากการศึกษาพบว่า อาหารเสริมกลูโคซามีนซัลเฟต สามารถช่วยซ่อมแซมไขข้อ และกระดูกอ่อน บรรเทาอาการเอ็นยึด เอ็นเคล็ด และอาการกระดูกสันหลันเคลื่อน (prolapsed spinal discs) ซึ่งผลการวิจัยพบว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้นถึงร้อยละ 73 และหากรับประทานกลูโคซามี ซัลเฟต ผสมกับคอนดรอยติน (Chondroitin) จะทำให้ได้ผลดีขึ้น โดยคอนดรอยติน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อต้องการซ่อมแซมกระดูกอ่อน
          กลูโคซามีซัลเฟต มีประโยชน์มากเมื่อใช้ในรายที่มีอาการปวดหลัง ข้ออักเสบ หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

              500 - 1,000 มก. วันละ 3 ครั้ง ในระหว่างมื้ออาหาร

10. โสม (GINSENG)

          โสม (Ginseng - panax ginseng) มีประสิทธิภาพในการช่วยฟื้นฟูพลังงานทั้งทางร่างกายและสภาวะจิตใจ เมื่ออยู่ในอาการเคร่งเครียด ช่วยให้ระดับกลูโคสและฮอร์โมนในร่างกายเป็นปกติ ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น การทดลองคุณสมบัติของโสมในห้องทดลองพบว่า โสมกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ และช่วยยืดอายุเซลล์ด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้ยังพบว่าโสมเกาหลีช่วยเพิ่มจำนวนเชื้ออสุจิ และระดับฮอร์โมนเทสเตอโรนในเพศชาย

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

          ปริมาณการรับประทานโสม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของรากโสม ดังนั้นควรเลือกโสมที่มีคุณภาพดี รับประทานในปริมาณน้อย เริ่มจากวันละ 200 มก. เพิ่มปริมาณได้จนถึง 1000 มก. แต่ปริมาณที่เหมาะสมคือ ประมาณวันละ 600 มก.(ในเอเซียนิยมบริโภคติดต่อกัน 2 สัปดาห์ และหยุดบริโภค 2 สัปดาห์)
          โสมไซบีเรีย (Siberian ginseng - Eleutherococcus senticosus) เป็นโสมต่างตระกูลที่มีราคาถูกกว่า ประสิทธิภาพต่ำกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานโสมเกาหลีแล้วรู้สึกแรงเกินไป ปริมาณที่ใช้คือ 200 - 500 มก. วันละ 1 - 2 ครั้ง

คำแนะนำ

           ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไม่ควรรับประทานโสม เพราะกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น เมื่อรับประทานโสม ควรหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น เช่น ชา กาแฟ และเครื่องดื่มประเภทโคล่า เนื่องจากวิตามิน C จะลดประสิทธิภาพของโสม แพทย์บางท่านแนะนำให้ทิ้งระยะห่างไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง (สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรไม่ควรรับประทานโสม นอกจากอยู่ในการดูแลของแพทย์)


+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=3163

ออฟไลน์ MunZaD

  • ผู้ทรงเกียรติ
  • *
  • ออฟไลน์
  • 1027
    522
Re: 10 ยอดอาหารเสริมสำหรับท่านชาย
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 11/พ.ย./11 20:20น. »

 :'e:95จ้าคุณชมสำหรับสาระน่ารู้..มีประโยชน์ต่อสุขภาพ..  :'e:106 :'e:106

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=3163

ออฟไลน์ ดีใจ

  • เซียน
  • ****
  • ออฟไลน์
  • 464
    44
Re: 10 ยอดอาหารเสริมสำหรับท่านชาย
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 11/พ.ย./11 22:07น. »

ขอขอบคุณความรู้ ที่เป็นวิทยาทาน บางทีคนเราก็ไม่ค่อยสนใจที่จะเตรียมตัว จนกระทั่งเกิดเป็นโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมาแล้วจึงคิดได้ ขอให้เป็นกุศลสำหรับคุณชมครับ

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=3163

ออฟไลน์ เฒ่าแก่

  • VIP
  • *****
  • ออฟไลน์
  • 777
    237
  • เพศ: ชาย
  • ขอพักใจด้วยครับ
Re: 10 ยอดอาหารเสริมสำหรับท่านชาย
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 12/พ.ย./11 20:06น. »

ดีจังเลยจ้าคุณชม

ขอบคุณในสาระดีๆนะครับ

+0 โดย

ลิ้งค์หัวข้อ: https://www.plengpakjai.net/index.php?topic=3163